โครงการวิจัยการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี

สำรวจพื้นที่3

เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

สถิติน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยในอดีตนานๆ 20-30 ปีจึงจะเกิดซักครั้ง แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในปี 2553 ต่อปี 2554 นี้ยังเกิดเร็ว รุนแรง และส่งผลกระทบมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้กรุงเทพถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองที่มีความเสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก

น้ำท่วมใหญ่ในอดีตมักจะโทษชาวเขาทำลายป่าพร้อมข้อเสนอทางออกให้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม จนประเทศไทยมีเขื่อนทั้งเล็กใหญ่ มากกว่า 5,000 เขื่อน ไม่นับฝายและประตูกั้นน้ำขนาดเล็กอีกมากมายแทบทุกลำน้ำ แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาน้ำท่วมฝนแล้งซ้ำซากได้  น้ำท่วมติดต่อกันในสองปีนี้นอกจากจะต้องทุ่มเททรัพยากรและสรรพกำลังทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนไปร่วมกันกู้ภัย เยียวยาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และฟื้นฟูราษฎรที่ประสพความเดือดร้อนโดยเร็วแล้ว ยังต้องมาตามแก้ปัญหาข้อพิพาทขัดแย้งในวิธีการแก้ปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนที่นับวันจะมากขึ้นอีกด้วย เพราะวิธีแก้ปัญหาในปัจจุบันมักจะใช้วิธีผลักปัญหาไปพื้นที่อื่น จึงสร้างความขัดแย้ง  คำถามสำคัญในเรื่องนี้คือรากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ไหน ประเทศไทยจะพ้นจากวังวนปัญหาและความขัดแย้งจากน้ำท่วมฝนแล้งรุนแรงซ้ำซากได้ไหม โดยวิธีใด

ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย เป็นเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดไร้ประสิทธิภาพของรัฐซึ่งไม่อาจโยนความผิดไปให้ผู้ใดหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดได้ และเป็นเรื่องที่ป้องกันหรือบรรเทาไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงได้ถ้ามีความคิด ข้อมูลความรู้ มีการเตรียมการวางแผนและปฏิบัติการที่ดี และประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแข่งขัน  ทุกฝ่ายจึงต้องมาแก้ปัญหาร่วมกัน

ประการแรกปัญหาเรื่องหลักคิด ต้องแก้ที่หลักคิดให้ถูกต้องก่อน ปัญหาน้ำเป็นปัญหาเชิงซ้อนที่เกิดจากปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย นอกจากความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศแล้ว ยังมีเรื่องผังเมือง การใช้ที่ดินและทรัพยากร การก่อสร้างสาธารณูปโภค การเตือนภัย การฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัย ตลอดจนการดูแลรักษาป่าต้นน้ำลำธารด้วย   ปัญหาน้ำจึงมิอาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการเก็บกักและจัดสรรน้ำเท่านั้น  อีกทั้งยังมิอาจแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานของรัฐเพียงลำพังแต่ต้องแก้ปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้องไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ประการที่สองปัญหาเรื่องข้อมูลและความรู้ กุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบคือต้องมีข้อมูลและความรู้ ที่ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหา และยังต้องเข้าใจสภาพปัญหาในระดับพื้นที่เป็นอย่างดี  การเข้าใจภาพรวมต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีระดับสูงเช่นภาพถ่ายดาวเทียม หรือมาตรวัดต่างๆช่วยซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งปัจจุบันยังต่างคนต่างทำ บูรณาการกันไม่ได้ทำให้ระบบเตือนภัยและกลไกการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ  ส่วนข้อมูลระดับพื้นที่ต้องอาศัยข้อมูลความรู้ของประชาชนและองค์กรในท้องถิ่น  เช่นความรู้สภาพภูมิประเทศ ระบบนิเวศ ชุมชน การใช้ที่ดินและทรัพยากร ที่เชื่อมโยงกันจากต้นน้ำบนภูเขาจนถึงท้องทะเล  ชุมชนในชนบทมีความรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากวิถีชีวิตประจำวัน เช่นการจัดการน้ำระบบเหมืองฝายและประปาภูเขาเพื่อเอาน้ำมาใช้  การรักษาป่าริมน้ำ เช่น ป่าบุ่งป่าทาม ป่าจากป่าสาคู การรักษาพรุ การทำวังปลา เพื่อช่วยให้สัตว์น้ำมีที่อยู่อาศัยที่วางไข่  จัดการป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่ายาง เพื่อรักษาต้นน้ำ ป้องกันภูเขาถล่ม ป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง และยังสร้างความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนอีกด้วย  ชุมชนปากแม่น้ำสายใหญ่ต่างๆ ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน ทำนา และเลี้ยงสัตว์น้ำ ก็จะขุดท้องร่องยกคันดินเพื่อปลูกต้นไม้ ขุดคลองเชื่อมต่อกันเพื่อระบายน้ำและเป็นเส้นทางสัญจร     จัดระบบเปิดปิดน้ำเข้าสวนให้สอดคล้องกับการขึ้นลงของน้ำ ฯลฯ  ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งน้ำเสียจึงไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤติเพราะมีความรู้ท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรในลุ่มน้ำเหล่านี้  จึงต้องนำความรู้ท้องถิ่นเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ การออกแบบพัฒนาสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่นถนนและอาคารกีดขวางเส้นทางน้ำ การถมแหล่งน้ำสาธารณะ ตลอดจนการปล่อยให้แหล่งน้ำตื้นเขิน โดยไม่ปรึกษาประชาชนในท้องถิ่น จึงไม่เหมาะสมและมีส่วนทำให้น้ำท่วมขังส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น

การนำความรู้มาวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำด้วยกรอบคิดการจัดการลุ่มน้ำ จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การจัดการแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวมทั้งระบบได้  แต่คำถามสำคัญคือเรามีข้อมูลและความรู้ที่จะใช้จัดการเพียงพอหรือยัง ข้อมูลสำคัญๆ เช่นปริมาณและลักษณะของฝน ลักษณะการไหลของน้ำในลำธาร แหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติและอ่างเก็บกักน้ำต่างๆ พื้นที่เสี่ยงจากภูเขาถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน ตลอดจนข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ  ข้อมูลที่จำเป็นเหล่านี้ต้องทุ่มเทการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังจึงจะรู้ และหากนำข้อมูลความรู้มาแปลงเป็นนโยบาย แผน วิธีการ และกระบวนการบริหารจัดการลุ่มน้ำในแต่ละแห่งอย่างเป็นรูปธรรมได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาวิกฤติน้ำทั้งระบบได้

ประการที่สามปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ  การแก้ไขปัญหาน้ำ ยิ่งปัญหาใหญ่ขึ้นจากระดับครัวเรือน ชุมชน เป็นระดับพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ก็ต้องมีการจัดโครงสร้างการบริหารและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแข็งขัน  อาจใช้โครงสร้างการบริหารจัดการลุ่มน้ำของประเทศ 9 กลุ่มลุ่มน้ำ โดยแบ่งย่อยเป็น 25 ลุ่มน้ำสำคัญ และ 254 ลุ่มน้ำย่อยเป็นกรอบ หากสนับสนุนองค์กรเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำย่อยให้มีความเข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถในการวางแผนบริหารจัดการน้ำได้ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำขนาดใหญ่ได้ โดยมีหน่วยงานของรัฐให้การสนับสนุน ก็จะทำให้สังคมมีความรู้และมีพลังแก้ไขปัญหาน้ำที่ใหญ่ขึ้นในระดับลุ่มน้ำได้

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรีในจังหวัดชายแดนใต้โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี และ สกว. ที่กำลังดำเนินการในระยะที่ 2  เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามปรับหลักคิด ศึกษาข้อมูล สร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนในลุ่มน้ำเพื่อให้ประชาชนและภาคีต่างๆมีข้อมูล มีความรู้ มีกลไกทำงานเชิงนโยบายและแผนระดับท้องถิ่นและลุ่มน้ำ และมีประชาคมบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำและการใช้ทรัพยากรในลุ่มน้ำลุ่มน้ำสายบุรีอย่างยั่งยืนร่วมกัน องค์ความรู้จากโครงการนี้จะนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและเป็นตัวอย่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับลุ่มน้ำอื่นๆ  สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อกับทีมงานโครงการฯได้โดยตรง

แหล่งที่มา : โพสต์ทูเดย์ (4 ตุลาคม พ.ศ. 2554)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: