โครงการวิจัยการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี

sapaUnivers

พลธรรม์

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2555 ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯลุ่มน้ำสายบุรี ได้นำเสนอผลการวิจัยแก่สภามหาวิทยาลัยมหิดล หลังจากได้รับรางวัลโครงการวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2555 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก โดยมหาวิทยาลัยมหิดล ยินดีที่จะสนับสนุนให้ทำงานต่อไป

ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ได้นำเสนอผลการวิจัยโครงการวิจัยการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี กล่าวว่าจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้เข้าใจว่า เดิมที่เคยเข้าใจจังหวัดชายแดนภาคใต้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ในปัจจุบันป่าธรรมชาติได้สูญหายไปหลายหมื่นไร่ ภูเขาที่เคยมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ถูกบุกรุกทำสวนยาง สวนผลไม้ และทุ่งนาราว 200,000 ไร่ กลายเป็นนารกร้าง ชายทะเลถูกกัดเซาะ บางหมู่บ้านสูญเสียที่ดินกว่า 200 ไร่ (เฉลี่ยปีละ 5 ไร่) ชุมชนที่เคยอยู่ได้ต่างแยกย้ายออกไปทำงานนอกพื้นที่ บางรายย้ายออกไปในมาเลเซีย เพราะไม่อาจทำมาหากินในแผ่นดินเดิมได้ นอกจากนี้ ยังไม่รวมถึงปัญหาอีกมากมายที่คุกรุ่นอย่างน่าหวั่นวิตก เช่น ยาเสพติด อิทธิพลในท้องถิ่น การศึกษาที่ไม่ตอบสนองต่อการประกอบอาชีพ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การสำรวจทัศนคติจากประชาชนในลุ่มน้ำสายบุรีพบว่า แม้ประชาชนมีประสบการณ์เชิงลบจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ก็มีทัศนคติเชิงบวก คือ อยากให้ภาครัฐทำงานร่วมกันกับประชาชน จะพัฒนาหรือจะทำอะไรก็ให้ปรึกษาหารือก่อนที่จะลงมาพัฒนา

นอจากจากนั้น โครงการวิจัยฯลุ่มน้ำสายบุรี ระยะที่ 2 โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีทีมงานหลายฝ่าย ได้แก่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี นักสาธารณสุขในพื้นที่ ส่วนท้องถิ่น และนักวิจัยชุมชนในพื้นที่วิจัยต่างๆของลุ่มน้ำสายบุรี ประมาณ 60 คน ก็ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง แม้จะเข้าใจถึงสถานการณ์อันยุ่งยากจากสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งบางครั้งก็ทำให้รู้สึกท้อแท้ หวาดกลัว เสียขวัญกำลังใจ แต่ด้วยเครื่องมือการวิจัยที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วม และจิตอาสาของภาคีเครือข่าย การทำงานก็สามารถดำเนินต่อไปได้ด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง อดทน และเสียสละ

จากประสบการณ์การทำงาน ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ จึงได้นำรูปแบบดังกล่าวมาปรับเปลี่ยนใช้ในการทำวิจัยที่คลองดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ความขัดแย้งระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับเกษตรกร โดยหวังว่าเครื่องมือในกระบวนการวิจัยจะสร้างสรรค์สังคม ทำให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข

สุดท้าย กรรมการสภามหาวิทยาลัยมหิดลหลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะโดยสรุปดังนี้

  1. อยากให้รูปแบบ (Model) ของการจัดการความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดการเรียนรู้และนำไปปรับใช้ในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งน่าจะเป็นโครงการนำร่องให้แก่พื้นที่ต่างๆได้
  2. ควรทำข้อเสนอเชิงนโยบายระดับชาติ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปเป็นแนวนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้
  3. สถาบันอุดมศึกษาน่าจะนำประสบการณ์เช่นนี้ไปใช้เป็นแบบอย่างได้ และมหาวิทยาลัยมหิดลควรให้ความสำคัญต่อการทำวิจัยที่ใช้ฐานชุมชน โดยให้มหาวิทยาลัยทำงานเชิงพื้นที่มากขึ้น
  4. น่าที่จะเชิญชวนสถาบันการศึกษาต่างๆมาร่วมทำงานไปด้วยกัน
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: