โครงการวิจัยการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรี

Archive for the ‘บทความ’ Category

เครือข่ายประชาชนถกปัญหาที่ดินจชต. ดันเข้าแผนงานศอ.บต.ปีหน้า

by dsj | Mon, 2012-12-24 20:20

อารีด้า สาเม๊าะ โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ (DSJ)

เครือข่ายประชาชนสมาคมลุ่มน้ำสายบุรีและเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านอ่าวปัตตานี เตรียมยื่น 4 ข้อเสนอ แก้ปัญหาทรัพยากรจังหวัดชายแดนใต้ ระยะยาว ล่าสุด ศอ.บต. รับเข้าแผนงานงบประมาณปี 2556 แล้ว

 SONY DSC

เวลา 10.30 น. วันที่ 24 ธันวาคม 2555 ทีมวิจัยโครงการพัฒนาความร่วมมือในการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำสายบุรี รวมตัวกันถก 4 ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติชายแดนใต้ คือ ที่ดิน แหล่งน้ำ ทะเลและเรื่องป่าพร้อมเตรียมยื่น 4 ข้อเสนอแนวทางจัดการทรัพยากรธรรมชาติชุมชนต่อเลขาธิการ ศอ.บต. ด้านที่ปรึกษาเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำสายบุรีและลุ่มน้ำปัตตานีในฐานะแกนนำการวิจัยโครงการกล่าวว่า ประชาชนมีสิทธิในการเรียกร้องให้รัฐแก้กฎหมายที่ทับซ้อน

การประชุมในวันนี้ประกอบด้วย อาจารย์อนุกุล รัตนดากุล และดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำสายบุรีและลุ่มน้ำปัตตานี พร้อมด้วยแกนนำชาวบ้านที่ผลักดันประเด็นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ คือ นางสาววรรณเพ็ญ อุทัย แกนนำการจัดการป่า นางประไพ นุ้ยสุวรรณ แกนนำการจัดการเรื่องน้ำ นายมะรอนิง สาและ แกนนำการจัดการชายฝั่ง และนายบาสรี มะเซ็ง แกนนำจัดการที่ดิน ร่วมนำเสนอปัญหาหลักของตนเองเพื่อเตรียมเป็นข้อเสนอต่อ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.)

สำหรับข้อเสนอประเด็นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติประกอบด้วยปัญหาที่ดิน ปัญหาแหล่งน้ำ ปัญหาทะเล และปัญหาที่ถูกรวบรวมข้อมูลใหม่ล่าสุดคือ เรื่องป่า ซึ่งถูกเสนอเพิ่มเติมช่วงที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2555 ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งก่อนหน้านี้ ข้อเสนอนี้ได้ถูกยื่นถึงมือเลขาธิการ ศอ.บต. มาแล้วเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2555

 SONY DSC

ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ กล่าวถึงแนวทางการจัดการปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้นว่า ต้องอาศัยอำนาจรัฐในการแก้ไข เนื่องจากปัญหาหลักคือ นโยบายรัฐที่ประกาศใช้เกิดทับซ้อนพื้นที่ของประชาชนที่อาศัยตั้งแต่ดั้งเดิม ซึ่งมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้ง 4 ประเด็นมีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคร่าวๆ คือ นิคมสร้างตนเองสุคีริน พื้นที่พรุบาเจาะ พรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาส พื้นที่ชายฝั่งทะเลในจังหวัดนราธิวาสและจังหวัดปัตตานี พรุลานควาย พื้นที่ตำบลลำพะยา จังหวัดยะลา  และปัญหาการกว้านซื้อที่ดินที่กำลังเป็นปัญหาในหลายพื้นที่ในขณะนี้ ซึ่งรัฐต้องมีแนวทางจัดการอย่างชัดเจน

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวอีกว่า ได้เคยมีการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวต่อ ศอ.บต. แล้วก่อนหน้านี้โดย ศอ.บต.รับไปเพิ่มในแผนงานยุทธศาสตร์ ศอ.บต. ปี 2556-2558 แล้ว แต่มีเพียงประเด็นเกี่ยวกับที่ดินเท่านั้นที่ผ่านการพิจารณา ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม ทางเครือข่ายได้ยื่นข้อเสนอนี้ต่อนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในครั้งลงตรวจเยี่ยมพื้นที่ พร้อมกันนี้ได้เตรียมการยื่นข้อเสนอรูปแบบการแก้ปัญหาระยะยาวสำหรับประเด็นปัญหาทรัพยากรอีกสามเรื่องอีกครั้งในวันที่ 24 ธันวาคม 2555

“ความพยายามในการยื่นเรื่องเพื่อให้รัฐดูแลประเด็นปัญหาทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกประกาศเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับพื้นที่เขตอุทยานนั้นดำเนินการมาตลอด บางประเด็นได้รับมติคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ยังไม่มีผลต่อการปฏิบัติ ทำให้หลายปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขจนถึงปัจจุบัน” ดร.เพิ่มศักดิ์กล่าว

ดร.เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอำนาจ ซึ่งต้องอาศัยการแก้ไขโดยผู้มีอำนาจในรัฐบาลเป็นผู้แก้ปัญหาในครั้งนี้

“ทางออกในระยะยาวสำหรับเรื่องนี้ รัฐต้องเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ Co-management ระหว่างรัฐบาลกับประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบ้านไม่เคยมีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายเพื่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเลย ในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายเหล่านั้นกำลังประสบปัญหา ต้นตอของปัญหาเหล่านี้ อยู่ที่การจัดการทุกอย่างที่ส่วนกลาง ซึ่งการตัดสินใจจากศูนย์กลางอำนาจ ทำให้การเข้าถึงปัญหาจากพื้นที่จริงๆ เป็นไปได้ยาก ต้องมีการกระจายการตัดสินใจลงสู่ประชาชนมากกว่านี้” ดร.เพิ่มศักดิ์ ทิ้งท้ายไว้

ล้อมกรอบ

ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนด้านทรัพยากรธรรมชาติ

ของราษฎรสามจังหวัดชายแดนใต้

ทรัพยากรทั้งที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้และทะเล เป็นฐานชีวิตของราษฎรในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรีและพื้นที่อ่าวปัตตานี มีความเสื่อมโทรม เพราะถูกใช้อย่างทำลายจากการกระทำที่เห็นแก่ตัวและไม่ชอบด้วยกฎหมาย  การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาก็ทำได้ยากและไม่สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของราษฎรท้องถิ่น เพราะอำนาจแก้ไขปัญหาผูกติดกับอำนาจของรัฐส่วนกลางที่ไม่เข้าใจบริบทของท้องถิ่น

การจัดการทรัพยากรตลอดจนการพัฒนาที่มีปัญหาและไม่ยั่งยืนสร้างผลกระทบกับราษฎรในท้องถิ่น กรณีที่ดินมีปัญหามากทำให้ราษฎรกลายเป็นผู้บุกรุกที่ดินของรัฐ ถูกอพยพไล่รื้อ ถูกจำกัดการทำมาหากิน กรณีป่าไม้ชุมชนไม่สามารถดูแลใช้ประโยชน์ป่าที่ถูกกฎหมายประกาศเป็นที่ดินของรัฐ  กรณีทะเลมีปัญหาความสมบูรณ์ของทะเลถูกทำลายโดยผู้รักษากฎหมายไม่สามารถดูแลได้ดีเท่าที่ควรเนื่องจากข้อจำกัดของกฎหมายและการขาดความรู้ความเข้าใจของคนในพื้นที่เองทำให้ชาวประมงพื้นบ้านหมดทางทำมาหากิน กรณีแหล่งน้ำสร้างสิ่งก่อสร้างมากมายที่สร้างผลกระทบต่อชุมชน แทนที่จะช่วยให้มีน้ำแต่กลับทำให้ชาวบ้านขาดน้ำ น้ำท่วมหรือน้ำเค็มรุกทำนาไม่ได้ผลเกิดนาร้างมากมาย  ปัญหาที่ดินป่าไม้ทะเลและแหล่งน้ำทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนสร้างความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนและประชาชนด้วยกันเองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรพอสรุปเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

1. ราษฎรอำเภอบาเจาะ รวม 5 ตำบล 15 หมู่บ้าน  กินเนื้อที่ประมาณ 16,597 ไร่  3,213 ครัวเรือน เฉพาะสวนยางพารา ที่ชาวบ้านประกอบอาชีพบริเวณเทือกเขาบูโด จำนวน 1,984 ครัวเรือน เป็นเนื้อที่โดยประมาณ7,519 ไร่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพันธุ์ยางที่มีอายุได้ ต้องสูญเสียรายได้เพื่อยังชีพในครอบครัวไปปีละกว่า ๑๖ ล้านบาท

2. สมาชิกนิคมสร้างตนเองสุคิรินกว่าครึ่งจากสมาชิกทั้งหมดประมาณ 5,436 ราย มีปัญหาไม่ได้รับเอกสารรับรองสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน

3. พื้นที่พรุสาธารณะ ป่าพรุเสื่อมสภาพ ทั้งพรุบาเจาะ พรุโต๊ะแดง โดยเฉพาะพรุลานควายซึ่งมีเนื้อที่กว่า6,000 ไร่ มีปัญหาการระบายน้ำและการบริหารจัดการที่ดิน ทำให้ราษฎร๑๙ ชุมชนมีปัญหาใช้ประโยชน์ที่ดินที่เคยทำมาก่อนไม่ได้

4. พื้นที่ชายฝั่งทะเล ราษฎรในเขตชายทะเลจังหวัดนราธิวาสและปัตตานีประมาณ 50 ชุมชนมีปัญหาการกัดเซาะที่ดินชายฝั่ง ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัยและที่ทำกินโดยปราศจากการช่วยเหลือเยียวยาเช่นบ้านกูโบ ต.ไพรวัลย์ อ.ตากใบ ที่อ่าวมะนาวอำเภอเมือง หาดนราทัศน์ อ่าวละเวงตำบลไทรทองตำบลดอนทรายอำเภอไม้แก่น และตำบลปะเสยะวอ ตำบลท่าด่าน ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง อำเภอสายบุรีตำบลน้ำบ่อ ตำบลบ้านกลาง  อำเภอปะนาเระ

5. พื้นที่ตำบลลำพะยา ราษฎรประมาณ74 ครอบครัวในหมู่บ้านรอบที่ตั้งอ่างเก็บน้ำ ซึ่งทำกินอยู่ในพื้นที่เก่าแก่กว่า 800 ไร่ จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากแผนการสร้างอ่างเก็บน้ำ รวมทั้งจากการนำที่ดินสาธารณะประโยชน์ชุมชน 288 ไร่ ถูกนำไปให้ภาคเอกชนเช่าทำให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อน

6. ปัญหาการกว้านซื้อที่ดิน มีผลกระทบมากต่อการใช้ประโยชน์ที่ดินของชุมชน ตั้งแต่แม่น้ำตากใบถึงเขตอำเภอเมืองนราธิวาส เส้นทางตัดใหม่จากจังหวัดยะลาถึงปัตตานี และเขตอำเภอไม้แก่น อำเภอสายบุรี และอำเภอปะนาเระ

เครือข่ายประชาชนสมาคมลุ่มน้ำสายบุรีและเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านอ่าวปัตตานี จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการช่วยเหลือราษฎรโดยเร่งด่วนดังนี้

1. ปัญหาที่ดิน

1. สิทธิที่ดินมีปัญหาการละเมิดสิทธิ ราษฎรมีที่ดินทำกินตกทอดมาแต่ปู่ย่าตายายแต่รัฐประกาศเขตป่าทับ ทำให้ชาวบ้านไม่มีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ เช่นกรณีชุมชนเทือกเขาบูโดฯ ปัญหาการรับรองสิทธิเช่นกรณีราษฎรในนิคมสร้างตนเองสุคิริน การละเมิดสิทธิชุมชน เช่นกรณีพรุลานควาย

2. การใช้ประโยชน์ที่ดิน ราษฎรใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ได้ เช่นนาร้างเพราะขาดน้ำ น้ำเค็มรุก หรือน้ำท่วมขัง

3 การสูญเสียที่ดินจากโครงการพัฒนาของรัฐ การกัดเซาะชายฝั่งและการกว้านซื้อที่ดิน

เสนอให้แก้ปัญหา 2 ระดับ

1) ระดับพื้นที่ ขอให้สนับสนุนการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเพื่อนำร่องแก้ปัญหาที่ดิน 6 พื้นที่ พื้นที่จัดสรรตำบลสุคิรินที่ดินชุมชนเขาบูโด-สุไหงปาดี พื้นที่พรุลานควายเขตอำเภอรามันและอำเภอทุ่งยางแดง ชุมชนชายทะเลอำเภอไม้แก่น  พื้นที่ชุมชนลำพะยา และปัญหาการกว้านซื้อที่ดิน โดยตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาซึ่งประกอบไปด้วยบุคลากรภาครัฐ สถาบันวิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และราษฎรในพื้นที่ ร่วมกันออกแบบกำหนดแผนปฏิบัติการ  3 ปีและแผนปฏิบัติการรายปี เพื่อแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ให้เบ็ดเสร็จ โดย ศอ.บต ให้การสนับสนุนงบประมาณและการประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ

2) ระดับโครงสร้างเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างอำนาจตัดสินใจ  โครงสร้างกฎหมาย โครงสร้างงบประมาณและโครงสร้างความคิดของบุคลากร ไปพร้อมๆกัน โดยใช้อำนาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ประกาศพื้นที่นำร่องแก้ปัญหาที่ดินทั้ง 5 พื้นที่เป็นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ โดย ศอ.บต.มีบทบาทเป็นหน่วยประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชนในพื้นที่ปัญหา และนักวิชาการจากสถาบันวิชาการ ร่วมกันพัฒนากรอบแนวทางการบริหารจัดการปัญหาที่ดินในเขตพิเศษ เพื่อสนับสนุนกระบวนการจัดการแก้ไขปัญหาทรัพยากรทั้งที่ดิน ป่าไม้ แหล่งน้ำและทะเลจนกว่าจะประสบความสำเร็จ

2. ปัญหาแหล่งน้ำ

มีปัญหามากมายทั้งการขุดคลองชลประทาน  การขุดลอกคลอง การสร้างสาธารณูปโภคกีดขวางทางน้ำ การขุดพรุระบายน้ำ การสร้างอ่างเก็บน้ำ  นอกจากนี้ยังมีปัญหาการจัดการบำรุงรักษาระบบคลองชลประทานที่โอนให้ท้องถิ่นเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดยะลา 15 โครงการแล้วขาดงบประมาณและการบริหารจัดการทำให้กระทบต่อการทำมาหากินของราษฎรในท้องถิ่น

มีข้อเสนอให้แก้ปัญหาดังนี้

1. ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและราษฎรในท้องถิ่น ให้ศึกษาปัญหาข้อเท็จจริงในพื้นที่และเสนอแผนจัดการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลงในระดับพื้นที่

2. ตั้งคณะกรรมการทบทวนแผนงานการบริการจัดการสร้างและพัฒนาแหล่งน้ำทั้งหมดของสามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาความต้องการของราษฎรในท้องถิ่น

3.ปัญหาทะเล

ให้มีการบังคับกฎหมายการประมงโดยเคร่งครัดด้วยการ

1. การตรวจตราลาดตะเวนพื้นที่ทะเลชายฝั่งอ่าวปัตตานีอยู่เป็นประจำ โดยขอให้มีเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการประจำอยู่ตลอดเวลาและมีความพร้อมที่จะปฏิบัติการได้ทันทีที่เห็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

2. ในการออกดำเนินการจับกุมผู้กระทำการประมงผิดกฎหมายให้เกิดความโปร่งใสไม่มีการทุจริตจึงขอให้เจ้าหน้าที่ประสานความร่วมมือกับราษฎรตัวแทนกลุ่มองค์กรชาวประมงในพื้นที่ ให้มีราษฎร ๒-๓ คนเข้าร่วมจับกุมเพื่อเป็นพยานรับรู้เห็นเหตุการณ์ทุกครั้ง

3. เมื่อจับกุมผู้กระทำการประมงโดยผิดกฎหมายได้ ให้ริบเรือและอุปกรณ์ที่ผู้ต้องหาใช้กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจังโดยมิต้องเห็นแก่หน้าผู้ใดที่อ้างว่าเป็นเจ้าของเรือ เพื่อมิให้มีการนำเรือดังกล่าวมากระทำประมงผิดกฎหมายอีก

4. ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการจับกุมอวนลากอวนรุนที่ทำการประมงโดยผิดกฎหมาย แต่ชาวประมงพื้นบ้านยังคงได้รับผลกระทบเครื่องมืออุปกรณ์ประมงเสียหายเนื่องจากอวนรุนอวนลาก ให้รัฐดำเนินการจ่ายค่าชดเชยค่าเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อเป็นการเยียวยาผู้เสียหายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ข้อเสนอกลไกการแก้ปัญหา เสนอให้ ศอ.บต เป็นเจ้าภาพทำงานร่วมกับองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ และสถาบันวิชาการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำงานร่วมกันทุกขั้นตอน

พวกเราเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนของรัฐบาลในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างประชาชนและหน่วยงานของรัฐในการแก้ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งจะนำไปสู่ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมทั้งเปิดพื้นที่ความไว้วางระหว่างภาคีที่มีส่วนร่วมเเละความสงบสุขของราษฎรในสามจังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

ด้วยจิตคารวะ

สมาคมลุ่มน้ำสายบุรีและเครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวปัตตานี

๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๕

Advertisements

แก้ปัญหาน้ำด้วยความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน

สำรวจพื้นที่3

เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์

สถิติน้ำท่วมใหญ่ของประเทศไทยในอดีตนานๆ 20-30 ปีจึงจะเกิดซักครั้ง แต่ปัจจุบันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในปี 2553 ต่อปี 2554 นี้ยังเกิดเร็ว รุนแรง และส่งผลกระทบมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้กรุงเทพถูกจัดอยู่ในกลุ่มเมืองที่มีความเสี่ยงต่อภัยน้ำท่วมสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก

น้ำท่วมใหญ่ในอดีตมักจะโทษชาวเขาทำลายป่าพร้อมข้อเสนอทางออกให้สร้างเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม จนประเทศไทยมีเขื่อนทั้งเล็กใหญ่ มากกว่า 5,000 เขื่อน ไม่นับฝายและประตูกั้นน้ำขนาดเล็กอีกมากมายแทบทุกลำน้ำ แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาน้ำท่วมฝนแล้งซ้ำซากได้  น้ำท่วมติดต่อกันในสองปีนี้นอกจากจะต้องทุ่มเททรัพยากรและสรรพกำลังทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคประชาชนไปร่วมกันกู้ภัย เยียวยาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และฟื้นฟูราษฎรที่ประสพความเดือดร้อนโดยเร็วแล้ว ยังต้องมาตามแก้ปัญหาข้อพิพาทขัดแย้งในวิธีการแก้ปัญหาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนและระหว่างประชาชนที่นับวันจะมากขึ้นอีกด้วย เพราะวิธีแก้ปัญหาในปัจจุบันมักจะใช้วิธีผลักปัญหาไปพื้นที่อื่น จึงสร้างความขัดแย้ง  คำถามสำคัญในเรื่องนี้คือรากเหง้าของปัญหาอยู่ที่ไหน ประเทศไทยจะพ้นจากวังวนปัญหาและความขัดแย้งจากน้ำท่วมฝนแล้งรุนแรงซ้ำซากได้ไหม โดยวิธีใด

ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย เป็นเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดไร้ประสิทธิภาพของรัฐซึ่งไม่อาจโยนความผิดไปให้ผู้ใดหรือหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใดได้ และเป็นเรื่องที่ป้องกันหรือบรรเทาไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงได้ถ้ามีความคิด ข้อมูลความรู้ มีการเตรียมการวางแผนและปฏิบัติการที่ดี และประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแข่งขัน  ทุกฝ่ายจึงต้องมาแก้ปัญหาร่วมกัน

ประการแรกปัญหาเรื่องหลักคิด ต้องแก้ที่หลักคิดให้ถูกต้องก่อน ปัญหาน้ำเป็นปัญหาเชิงซ้อนที่เกิดจากปัจจัยเกี่ยวข้องมากมาย นอกจากความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศแล้ว ยังมีเรื่องผังเมือง การใช้ที่ดินและทรัพยากร การก่อสร้างสาธารณูปโภค การเตือนภัย การฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัย ตลอดจนการดูแลรักษาป่าต้นน้ำลำธารด้วย   ปัญหาน้ำจึงมิอาจแก้ไขได้ด้วยวิธีการเก็บกักและจัดสรรน้ำเท่านั้น  อีกทั้งยังมิอาจแก้ไขได้ด้วยหน่วยงานของรัฐเพียงลำพังแต่ต้องแก้ปัญหาอื่นที่เกี่ยวข้องไปด้วยกันอย่างเป็นระบบ

ประการที่สองปัญหาเรื่องข้อมูลและความรู้ กุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบคือต้องมีข้อมูลและความรู้ ที่ทำให้เห็นภาพรวมของปัญหา และยังต้องเข้าใจสภาพปัญหาในระดับพื้นที่เป็นอย่างดี  การเข้าใจภาพรวมต้องใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีระดับสูงเช่นภาพถ่ายดาวเทียม หรือมาตรวัดต่างๆช่วยซึ่งต้องอาศัยเครื่องมือจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งปัจจุบันยังต่างคนต่างทำ บูรณาการกันไม่ได้ทำให้ระบบเตือนภัยและกลไกการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ  ส่วนข้อมูลระดับพื้นที่ต้องอาศัยข้อมูลความรู้ของประชาชนและองค์กรในท้องถิ่น  เช่นความรู้สภาพภูมิประเทศ ระบบนิเวศ ชุมชน การใช้ที่ดินและทรัพยากร ที่เชื่อมโยงกันจากต้นน้ำบนภูเขาจนถึงท้องทะเล  ชุมชนในชนบทมีความรู้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากวิถีชีวิตประจำวัน เช่นการจัดการน้ำระบบเหมืองฝายและประปาภูเขาเพื่อเอาน้ำมาใช้  การรักษาป่าริมน้ำ เช่น ป่าบุ่งป่าทาม ป่าจากป่าสาคู การรักษาพรุ การทำวังปลา เพื่อช่วยให้สัตว์น้ำมีที่อยู่อาศัยที่วางไข่  จัดการป่าอนุรักษ์ ป่าชุมชน ป่ายาง เพื่อรักษาต้นน้ำ ป้องกันภูเขาถล่ม ป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง และยังสร้างความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนอีกด้วย  ชุมชนปากแม่น้ำสายใหญ่ต่างๆ ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน ทำนา และเลี้ยงสัตว์น้ำ ก็จะขุดท้องร่องยกคันดินเพื่อปลูกต้นไม้ ขุดคลองเชื่อมต่อกันเพื่อระบายน้ำและเป็นเส้นทางสัญจร     จัดระบบเปิดปิดน้ำเข้าสวนให้สอดคล้องกับการขึ้นลงของน้ำ ฯลฯ  ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งน้ำเสียจึงไม่รุนแรงถึงขั้นวิกฤติเพราะมีความรู้ท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรในลุ่มน้ำเหล่านี้  จึงต้องนำความรู้ท้องถิ่นเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ การออกแบบพัฒนาสิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่นถนนและอาคารกีดขวางเส้นทางน้ำ การถมแหล่งน้ำสาธารณะ ตลอดจนการปล่อยให้แหล่งน้ำตื้นเขิน โดยไม่ปรึกษาประชาชนในท้องถิ่น จึงไม่เหมาะสมและมีส่วนทำให้น้ำท่วมขังส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งขึ้น

การนำความรู้มาวางแผนแก้ไขปัญหาน้ำด้วยกรอบคิดการจัดการลุ่มน้ำ จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การจัดการแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวมทั้งระบบได้  แต่คำถามสำคัญคือเรามีข้อมูลและความรู้ที่จะใช้จัดการเพียงพอหรือยัง ข้อมูลสำคัญๆ เช่นปริมาณและลักษณะของฝน ลักษณะการไหลของน้ำในลำธาร แหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติและอ่างเก็บกักน้ำต่างๆ พื้นที่เสี่ยงจากภูเขาถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน ตลอดจนข้อมูลปริมาณการใช้น้ำ  ข้อมูลที่จำเป็นเหล่านี้ต้องทุ่มเทการศึกษาวิจัยอย่างจริงจังจึงจะรู้ และหากนำข้อมูลความรู้มาแปลงเป็นนโยบาย แผน วิธีการ และกระบวนการบริหารจัดการลุ่มน้ำในแต่ละแห่งอย่างเป็นรูปธรรมได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาวิกฤติน้ำทั้งระบบได้

ประการที่สามปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจ  การแก้ไขปัญหาน้ำ ยิ่งปัญหาใหญ่ขึ้นจากระดับครัวเรือน ชุมชน เป็นระดับพื้นที่ลุ่มน้ำขนาดใหญ่ ก็ต้องมีการจัดโครงสร้างการบริหารและการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแข็งขัน  อาจใช้โครงสร้างการบริหารจัดการลุ่มน้ำของประเทศ 9 กลุ่มลุ่มน้ำ โดยแบ่งย่อยเป็น 25 ลุ่มน้ำสำคัญ และ 254 ลุ่มน้ำย่อยเป็นกรอบ หากสนับสนุนองค์กรเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำย่อยให้มีความเข้มแข็ง มีความรู้ความสามารถในการวางแผนบริหารจัดการน้ำได้ และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายลุ่มน้ำขนาดใหญ่ได้ โดยมีหน่วยงานของรัฐให้การสนับสนุน ก็จะทำให้สังคมมีความรู้และมีพลังแก้ไขปัญหาน้ำที่ใหญ่ขึ้นในระดับลุ่มน้ำได้

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรีในจังหวัดชายแดนใต้โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตปัตตานี และ สกว. ที่กำลังดำเนินการในระยะที่ 2  เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความพยายามปรับหลักคิด ศึกษาข้อมูล สร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนในลุ่มน้ำเพื่อให้ประชาชนและภาคีต่างๆมีข้อมูล มีความรู้ มีกลไกทำงานเชิงนโยบายและแผนระดับท้องถิ่นและลุ่มน้ำ และมีประชาคมบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำและการใช้ทรัพยากรในลุ่มน้ำลุ่มน้ำสายบุรีอย่างยั่งยืนร่วมกัน องค์ความรู้จากโครงการนี้จะนำไปสู่การพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและเป็นตัวอย่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับลุ่มน้ำอื่นๆ  สนใจข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อกับทีมงานโครงการฯได้โดยตรง

แหล่งที่มา : โพสต์ทูเดย์ (4 ตุลาคม พ.ศ. 2554)

เยาวชนมุสลิม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: จิตสำนึกสาธารณะที่ต้องปลูกฝัง

nok

                                                                   ดิเรก  หมานมานะ

ปัจจุบันการพัฒนาจิตสํานึกสาธารณะนั้นกําลังได้รับความสนใจในแวดวงนักวิชาการด้านการพัฒนาอย่างกว้างขวาง  และประเด็นเรื่องจิตสํานึกสาธารณะนั้นยังมีความสําคัญต่อการดํารงอยู่ของสังคมภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงด้วย  (กุลทิพย์  ศาสตระรุจิ,  2551)  เนื่องจากจิตสํานึกสาธารณะเป็นความรับผิดชอบซึ่งเกิดขึ้นภายใน  คือความรู้สึกนึกคิด  ตลอดจนคุณธรรมจริยธรรมที่อยู่ในจิตใจ  และส่งผลสู่การกระทําภายนอกของบุคคล ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีเหตุเกิดจากการขาดจิตสํานึกของคนส่วนใหญ่ รวมถึงปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย การสร้างจิตสํานึกสาธารณะของคนในสังคมจึงจําเป็นและมีคุณค่ายิ่ง เริ่มตั้งแต่การรับผิดชอบต่อตนเองเพื่อมิให้เกิดผลกระทบและเกิดความเสียหายต่อส่วนรวม  รวมไปถึงการกระทําโดยการมีบทบาทและมีส่วนช่วยสังคมในการรักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม  เพื่อแก้ปัญหาและสร้างสรรค์สังคมซึ่งถือว่าเป็นความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและสังคม

จากการศึกษาเรื่อง คุณภาพวัยรุ่น: กรณีศึกษานักเรียนสายสามัญและสายอาชีพ ในเขตกรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา และสงขลา จํานวน 3,000 คน โดย น.พ.สุริยเดว ทรีปาตี หัวหน้าคลินิกวัยรุ่น สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (สุริยเดว ทรีปาตี, 2550)ซึ่งเป็นการศึกษาตัวชี้วัดคุณลักษณะและคุณภาพวัยรุ่นที่ได้รับการยอมรับพบว่าเยาวชนไทยประเมินตนเองว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนน้อยที่สุด ตามด้วยการได้รับมอบหมายให้ทําหน้าที่ที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อชุมชน การมีส่วนร่วมกับเพื่อนบ้าน และการมีกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งข้อค้นพบนี้สะท้อนถึงการขาดจิตสำนึกสาธารณะของเยาวชน โดยจิตสำนึกสาธารณะนั้น เป็นความตระหนักรู้และคํานึงถึงส่วนรวมร่วมกัน หรือการคํานึงถึงผู้อื่นที่ร่วมสัมพันธ์เป็นกลุ่มเดียวกัน และรู้จักการเอาใจใส่เป็นธุระและเข้าร่วมในเรื่องของส่วนรวมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ  มีความสํานึกและยึดมั่นในระบบคุณธรรม และจริยธรรมที่ดีงาม ละอายต่อสิ่งผิด เน้นความเรียบร้อย ประหยัดและมีความสมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ  เป็นการตระหนักรู้ในตนที่จะทําสิ่งใดเพื่อเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

ดังนั้นหากจะพิจารณาประเด็นเยาวชนกับเรื่องจิตสํานึกสาธารณะนั้น เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสําคัญ  เนื่องจากเยาวชนกําลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตเพื่อเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศชาติ  อีกทั้งยังเป็นช่วงวัยที่จะได้รับประสบการณ์  โอกาส  และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อเกิดประโยชน์ต่อตนเอง  ครอบครัว  สังคม  และประเทศชาติ ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่แวดล้อมเยาวชนปัจจุบันในด้านต่าง ๆ ซึ่งเด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าในสังคมที่ต้องเริ่มจากการปลูกฝังและพัฒนาตั้งแต่ยังเยาว์วัยผ่านกิจกรรมในรูปแบบที่เหมาะสมโดยเฉพาะเยาวชนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลาย ลักษณะ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรปัญหาน้ำเสีย แผ่นดินถล่มในพื้นที่ป่าและปัญหานาร้างเป็นต้น

ดังนั้นบทความนี้จึงมุ่งเน้นที่จะแสดงให้เห็นว่าการพัฒนาเยาวชนมุสลิม ให้มีจิตสำนึกสาธารณะน้ันเป็นสิ่งสำคัญและเร่งด่วน เพื่อให้เยาวชนเกิดการรับรู้ถึงคุณค่าในตัวเองและเล็งเห็นว่าตนเองสามารถสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่สังคมได้และพร้อมที่จะก้าวเข้ามาช่วยเหลือกิจกรรมทางสังคมในด้านต่าง ๆยิ่งไปกว่าน้ันคือเกิดความรู้สึกที่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมอันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชุมชนและสังคมที่ตนเองอยู่ให้ดีขึ้นโดยบทความนี้มุ่งเน้นที่เยาวชนมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมากที่สุดคือประมาณร้อยละ 80ของประชากรในพื้นที่ทั้งหมดอีกทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้นั้นไม่เพียงแต่เกิดวิกฤติทางด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น แต่ในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ถูกปล่อยประละเลยให้เสื่อมโทรมและก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง

nok2

พื้นที่  3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กับปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เพื่อให้เห็นภาพความจำเป็นในการปลูกฝังเยาวชนมุสลิมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเบื้องต้นจึงขอนำเสนอปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากรายงานวิจัยลุ่มน้ำสายบุรี: ชุมชน ทรัพยากร สายน้ำและความฝัน ซึ่งเป็นโครงการวิจัย การพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการลุ่มน้ำสายบุรีระยะที่ 1 ซึ่งมีพื้นที่วิจัยครอบคลุมพื้นที่ใน 3จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลาและปัตตานี พบว่าประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องหาทางออกร่วมกัน (เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์และคณะ, 2553) ได้แก่ การลักตัดฟันทำลายต้นไม้ การอ้างโครงการปลูกป่า การล่าสัตว์ป่า แผ่นดินถล่มในพื้นที่ป่าต้นน้ำ การขุดลอกคูคลอง การพัฒนาระบบชลประทานในเขตลุ่มน้ำ ปัญหานาร้าง ผืนนาที่มีบิ้งหรือระบบจ่ายน้ำในนาแต่ถูกนำพื้นที่ไปปลูกปาล์มและการสร้างเชื่อนป้องกันการกัดเซาะริมตลิ่ง นอกจากนั้นยังมีประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น การคุกคามแกนนำชาวบ้าน ปัญหายาเสพติด ปัญหาการศึกษา ความขัดแย้งในท้องถิ่น ประชาชนมีทัศนคติลบต่อเจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนขาดความมั่นใจในภูมิปัญญาท้องถิ่น

โดยจะเห็นได้ว่าการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติภารกิจได้เพียงรักษาชีวิตตัวเองและรักษาหน่วยงานไว้เท่านั้น ไม่สามารถปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะป่าไม้ไว้ได้ ทำให้ถูกทำลายแล้วเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณป่าต้นน้ำ บาลา-ฮาลา ในจังหวัดยะลาและนราธิวาสที่เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำปัตตานีและแม่น้ำสุไหโกลก และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ 10 สถาบัน (ผู้จัดการออนไลน์, 2550) ได้ประชุมและรวบรวมปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ดังกล่าว พบว่ามีหลายประเด็น เช่น ปัญหาน้ำเสียบริเวณชุมชนเขตเมืองยะลา ปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูและตะกั่วของขุมเหมืองเก่าที่ยะลาซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำปัตตานี ปัญหากลิ่นเหม็นและอาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งจากโรงงานยางพารา ปัญหาเรื่องตะกั่วจากเสนที่ใช้เป็นชันยาเรือ ปัญหาน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่อ่าวปัตตานี ปัญหาตะกอนในอ่าวปัตตานีรวมทั้งการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในแม่น้ำปัตตานี เป็นต้น

ดังนั้นการลดความกดดันเรื่องการแย่งชิงทรัพยากรโดยการให้สิทธิชุมชนจัดการทรัพยากร น่าจะเป็นเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการลดความขัดแย้งในพื้นที่ ซึ่งรัฐควรให้ความสำคัญในประเด็นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้อง และให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการจัดการเหล่านั้น ผลคือไม่ใช่เพียงแค่ลดความรุนแรงในพื้นที่ แต่สามารถลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดจากการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม เช่น การเกิดน้ำท่วมดินโคลนถล่ม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่ลดลง ดังนั้นจึงไม่ใช่หน้าที่ของคนกลุ่มเดียวที่จะแก้ปัญหา คนทุกคนมีหน้าที่ปกป้องดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้มีสภาพที่สมบูรณ์และคงความสมดุลในระบบนิเวศวิทยา ทำให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทุเลาลงโดยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาความเข้าใจของอิสลามในประเด็นสิ่งแวดล้อม เพราะมุสลิมจะยอมรับวิธีการทีอิสลามระบุไว้ อีกทั้งจังหวัดชายแดนภาคใต้มีพี่น้องมุสลิมเป็นจำนวนมาก มากพอที่สามารถทำอันตรายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ ถ้าหากไม่มีการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ก็จะทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านต่างๆ เช่น มลภาวะของน้ำ อากาศ ดิน เสียง และสารพิษ ทำให้กระทบต่อสุขภาพอนามัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

จิตสำนึกสาธารณะ: ภารกิจสำคัญของเยาวชนมุสลิมตามหลักศาสนาอิสลาม

เนื่องจากเยาวชนถือเป็นวัยที่ทรงพลังของชีวิตมนุษย์ เปรียบเสมือนกระแสน้ำอันเชี่ยวกราก หากไม่มีการควบคุมที่มีประสิทธิภาพแล้ว แทนที่กระแสน้ำดังกล่าวจะเป็นแหล่งพลังงานอันมีค่าและเป็นต้นกำเนิดของทุกชีวิตแล้ว มันอาจกลายเป็นต้นเหตุแห่งความสูญเสียและสร้างความพินาศได้ ดังนั้นอิสลามจึงตระหนักและให้ความสำคัญกับเยาวชน โดยมอบหมายให้เยาวชนปฏิบัติภารกิจสำคัญ ซึ่งสรุปได้เป็น 10 ประการดังนี้(มัสมัน มาหะมะ, 2552) 1. สร้างสำนึกแห่งความรับผิดชอบ2. มีความภูมิใจต่ออิสลาม3. ทำความเข้าใจอิสลาม4. จงเลือกเดินบนทางสายกลาง5. ต้องเข้าใจอิสลามอย่างถ่องแท้6. รับใช้สังคม7. ก้าวมารับงานดะวะฮ์ เรียกร้องเชิญชวน8. ติดอาวุธทางปัญญา9. ติดอาวุธแห่งความเชื่อมั่นและความหวัง10. ร่วมมือกันระหว่างพี่น้องมุสลิม

จะเห็นได้ว่าภารกิจสำคัญของเยาวชนมุสลิมหลายด้านเกี่ยวข้องกับ “จิตสำนึกสาธารณะ” เช่น สร้างสำนึกแห่งความรับผิดชอบคือพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อช่วงวัยชีวิตที่มีความสำคัญนี้โดยความรับผิดชอบอันดับแรก เป็นภารกิจของเยาวชนและคนหนุ่มสาวไม่ใช่วัยแห่งการละเล่นหรือวัยแห่งการระเริง คนหนุ่มสาวเป็นช่วงชีวิตที่ต้องเป็น “ผู้ให้”  มิใช่เป็นเพียง “ผู้รับ” หรือกลายเป็นสัญลักษณ์ของความวิตกกังวล และภาระของสังคมในการบำบัดรักษาเยียวยารับใช้สังคมซึ่งเป็นงานที่ดี หลังจากที่ได้ปฏิรูปตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ ต้องหันมาสู่การรับใช้ผู้อื่น หันมาสู่การปฏิรูปผู้อื่น ต้องทำงานรับใช้สังคมที่อาศัยอยู่ สังคมต้องการความช่วยเหลือ สังคมต้องการความกระตือรือร้น อิสลามไม่อนุญาตให้ทำตัวอยู่บนหอคอยงาช้าง ถือว่าตนเองเป็น “ปัญญาชน” แต่ปล่อยให้มีคนที่ไม่รู้หนังสือ ขาดความรู้ หน้าที่ของพวกเขาต้องสอนหนังสือให้กับผู้ที่ไม่รู้ ต้องฝึกหัดคนว่างงานถ้าหากพวกเขามีความสามารถที่จะทำได้  ต้องชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้แก่ผู้คน ต้องเผยแผ่ให้คำตักเตือนแก่ผู้คน

นอกจากนั้นยังต้อง ติดอาวุธทางปัญญาเนื่องจากโลกมุสลิมถูกจัดเป็นโลกที่แตกต่างจากแต่ก่อน ซึ่งมีการเรียกว่า “โลกที่สาม” และประเทศมุสลิมบางประเทศหากมีโลกที่สี่ ก็จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ “ความไม่รู้หนังสือ” ได้ครอบคลุมส่วนใหญ่ของประเทศมุสลิม ดังนั้นเราต้องมาสร้างความสมบูรณ์แบบในวิชาความรู้ และการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการติดอาวุธแห่งความเชื่อมั่นและความหวังเป็นการเชื่อมั่นต่อตนเองและหวังจากพระผู้เป็นเจ้า ความเชื่อมั่นต่อวันนี้และความมั่นใจต่อวันรุ่งขึ้น เราจะไม่หมดหวัง หมดอาลัย ไม่เบื่อหน่าย เหมือนกับคนจำนวนมากในยุคนี้ เราต้องยืนหยัดอย่างมั่นคง อย่าให้ความสิ้นหวัง และ ร่วมมือกันระหว่างพี่น้องมุสลิม ได้แก่ การทำงานผูกพันและร่วมมือกันระหว่างพี่น้องมุสลิม การทำงานเพียงลำพังในการรับใช้ศาสนานี้ไม่เพียงพอ จงตัดสินใจเข้าร่วมกับพี่น้องมุสลิม หันมาทำงานกันในรูปแบบของสมาคม เพื่อจะได้สร้างความเข้มแข็งและเสริมพลังซึ่งกันและกันอย่างที่ควรจะเป็น

โดยการปลูกฝังในเรื่องจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับมุสลิมนั้น ต้องใช้หลักการของอิสลามมาใช้ เพราะจะเกิดการยอมรับได้ง่ายเนื่องจากวิถีชีวิตของมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้รับอิทธิพลของศาสนาอิสลามที่มีต่อวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตทางสังคมวัฒนธรรมของคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูซึ่งวัฒนธรรมของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูที่แตกต่างจากคนไทยในภาคอื่นๆนี่เองที่ทำให้กระบวนการถ่ายทอดและปลูกฝังวัฒนธรรมมีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองชีวิตในวัยเยาว์ของเด็กและเยาวชนชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงมีความแตกต่างจากเด็กและเยาวชนทั่วไปตามไปด้วยกล่าวคือกระบวนการถ่ายทอดค่านิยมจากคนรุ่นผู้ใหญ่สู่เด็กและเยาวชนหรือที่เรียกว่ากระบวนการขัดเกลาทางสังคม (Socialisation) ของสังคมมุสลิมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินไปในท่ามกลางบริบทของแบบแผนจารีตความคิดและความเชื่อที่เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมมลายูความเป็นมุสลิมและความเป็นคนไทยดังนั้นการจะปลูกฝังจิตสาธารณะในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชน มุสลิมจึงจำเป็นต้องปลูกฝังผ่านคำสอนตามหลักการของศาสนาอิสลาม

เยาวชน “มุสลิม” กับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระบวนการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและขัดเกลาทางสังคมของชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากแรงผลักดัน3 ประการด้วยกันได้แก่1. ความต้องการให้เด็กและเยาวชนสืบทอดวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ท้องถิ่น2. ความจำเป็นในการอบรมบ่มนิสัยเด็กและเยาวชนให้ดำรงตนอยู่ในครรลองของจริยธรรมอันดีงามตามหลักการศาสนาและ3. ความคาดหวังให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ทางสังคมในฐานะพลเมืองด้วยเหตุนี้ความคาดหวังของสังคมที่จะเห็นเด็กและเยาวชนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สืบทอดอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเป็นคนดีตามครรลองของศาสนามีภูมิคุ้มกันจากความเสื่อมเสียทางจริยธรรมพร้อมทั้งเป็นพลเมืองที่ตระหนักในบทบาทหน้าที่และปทัสถานของสังคมไทยจึงเป็นสาเหตุให้กระบวนการหล่อหลอมเจตคติและขัดเกลาพฤติกรรมของเด็กและเยาวชนมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับระบบและสถาบันทางสังคมในระดับต่างๆมากมาย

          โดยหลักการอิสลามที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สามารถอธิบายได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ เนื่องจากมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติจากน้ำมือของมนุษย์ และการทำลายนั้นมีความรวดเร็วและ รุนแรงเกินกว่าระบบธรรมชาติจะฟื้นฟูด้วยตนเอง ดังนั้นเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการรณรงค์ให้ทุกคนใน สังคมช่วยกันอนุรักษ์และมีจิตสำนึกอย่างจริงจังก่อนที่จะส่งผลกระทบเลวร้ายกว่านี้ โดยในทัศนะของอิสลาม มนุษย์คือผู้แทนของพระเจ้าซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการโลกนี้ให้เป็นไปตามความประสงค์ของพระองค์ มนุษย์เป็นผู้ได้รับมอบหมายให้จรรโลงสังคมสู่การพัฒนาและความเจริญ (มัสมัน มาหะมะ, 2552) ถึงแม้มนุษย์ จะมีสติปัญญาและ สามัญสำนึกในการกระทำความดี แต่บางครั้งมนุษย์ก็ถูกชักจูงโดยอารมณ์ ใฝ่ต่ำ และความต้องการที่ไม่มีที่ สิ้นสุด เป็นเหตุให้มนุษย์ยอมทำลายสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือแม้กระทั่งตนเอง ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีกฏกติกาที่สามารถโน้มน้าวมนุษย์ ให้รู้จักการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอย่างกลมกลืนและยั่งยืน

อิสลามจึงเป็นกฎกติกาสากลที่วางกรอบให้มนุษย์สร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมผ่านบริบทต่าง ๆ คือ 1.อิสลามได้จุดประกายให้มนุษย์รับทราบรากเหง้าของตนเองและรับรู้ภารกิจหลักของตนเอง ที่กำเนิดบนโลกใบนี้เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะวางก้ามแสดงอำนาจตามอำเภอใจและสร้างความเดือดร้อนแก่สิ่งรอบข้างแม้กระทั่งตัวเอง 2.การแสวงหาความรู้เป็นหน้าที่หลักของมุสลิม โดยความรู้ที่ถูกต้องและสติปัญญา อันบริสุทธ์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้มนุษย์รู้จักร่วมใช้ชีวิตกับทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย อ่อนน้อมถ่อมตนและมีความพอเพียงที่อยู่บนพื้นฐานของหลักการสันติภาพอันแท้จริง 3.มนุษย์มีองค์ประกอบที่สำคัญสามประการคือสรีระร่างกาย สติปัญญา และจิตวิญญาณ เพื่อป้องกันไม่เกิด การแยกส่วน อิสลามจึงให้ความสำคัญแก่มนุษย์ โดยคำนึงถึงองค์ประกอบดังกล่าวด้วยมุมมองที่สมดุล และยุติธรรม อิสลามจึงให้ความสำคัญในการรักษาความสมดุลสิ่งแวดล้อมในร่างกายมนุษย์ 4.อิสลามสอนว่า มนุษย์คือส่วนหนึ่งของสังคมที่ไม่สามารถปลีกตัวออกจากกันได้ อิสลามจึงห้ามไม่ให้มีการรุกรานหรือสร้าง ความเดือดร้อนแก่มนุษย์ด้วยกัน ทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องได้รับการรักษาและอนุรักษ์ไว้ 5.การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมด้านสังคมและสุขภาพ อิสลามส่งเสริมให้มนุษย์กระทำคุณงามความดีและสร้าง คุณประโยชน์แก่สังคมอิสลามห้ามมิให้สร้างสิ่งปฏิกูลในน้ำทั้งน้ำนิ่งหรือน้ำไหล 6.อิสลามกำชับให้มุสลิม ทุกคนมีจิตใจที่อ่อนโยน ให้เกียรติทุกชีวิตที่อยู่รอบตัวเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิตมนุษย์ อิสลามจึงห้ามการทรมานสัตว์ และการฆ่าสัตว์โดยเปล่าประโยชน์ 7.อิสลามประณามการใช้ชีวิตที่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ้งเฟ้อ

สะท้อนให้เห็นว่าอิสลามได้กำหนดว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้น พระเจ้าทรงประทานมาเพื่อมนุษย์ทุกคน ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง ทุกคนจึงมีหน้าที่ดูแลและใช้ประโยชน์จากมันให้นานที่สุด เพื่อให้ชนรุ่นหลังได้ใช้เหมือนกับเรา ดังนั้นมุสลิมทุกคนจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน ต้องทำหน้าที่ในการรักษาความสมดุลของธรรมชาติที่พระเจ้าประทานลงมาให้ และต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือเป็นผู้ก่อมลพิษ โดยทุกคนสามารถที่เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และต้องเริ่มต้นปลูกฝังจิตสำนึกสาธารณะที่มีต่อการอนุรักษ์ตั้งแต่เยาวว์วัย เพื่อให้พวกเขาพร้อมเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลานต่อไปฉะนั้นคำสอนของอิสลามจึงก้าวข้ามไปยังการจัดระเบียบให้มนุษย์รู้จักการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องรับผิดชอบและร่วมมือกันปกป้องอนุรักษ์ เพื่อพัฒนาชีวิตมนุษย์ที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ โดยภารกิจหลักของมุสลิมคือการเอื้ออำนวยให้เกิดระบบและกระบวนการสันติสุขบนโลกนี้ที่สามารถสัมผัสได้ในชีวิตจริงนั่นเอง

_______________________________________________________________

 

บรรรณานุกรม

กุลทิพย์ศาสตระรุจ. (2551). การถอดบทเรียนกระบวนการสื่อสารของกลุ่มเยาวชนในจิตสานึก

สาธารณะ. รายงานผลการวิจัยโครงการวิจัยชุด “การสื่อสารจิตสำนึกสาธารณะ”.กทม: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์.

รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ. (2549) บทวิจารณ์และก้าวต่อไปของเยาวชนรายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.).

มัสลัน มาหามะ. (2552). อิสลามวิถีแห่งชีวิต.สงขลาสถาบันวิจัยระบบสุขภาพภาคใต้มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์.

มติชนออนไลน์. (2550). 10 นักวิชาการ ชี้ 3 จว.ชายแดนใต้ ต้องเร่งฟื้นสิ่งแวดล้อม.(ออนไลน์) แหล่งที่มา: http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9500000094468 (10กรกฎาคม2555)

เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์และคณะ. (2553). ลุ่มน้ำสายบุรี: ชุมชน ทรัพยากร สายน้ำและความฝัน.รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ โครงการวิจัยการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการ ลุ่มน้ำสายบุรี. นครปฐม. ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล.

สุริยเดว ทรีปาตี. (2550). ฝากอนาคตเด็กไทย.กรุงเทพฯ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ศูนย์เครือข่ายองค์ความรู้สาธารณะด้านการจัดการทุนมนุษย์. จิตสาธารณะทุนของมนุษย์ในโลกยุคใหม่ (2550) (ออนไลน์) แหล่งที่มา: http://www.thaihrhub.com/index.php/knowledge/journal-view/2007-10-22-matichon/# (8 กรกฎาคม2555)

%d bloggers like this: